มหันตภัยล้างโลกนั้น มนุษย์ได้ค้นพบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น ซากพืช และสัตว์ ที่กลายเป็นหินที่เรียกว่า fossils หรือหลักฐานอื่นใดก็ตาม ยังคงมีความล้าสมัย อยู่มาก เนื่องจากเป็นข้อมูลแวดล้อมภายนอกที่นำมาใช้ ในการประมาณ ในการคิด จินตนาการให้เห็นจริง โดยแท้จริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น มนุษย์มีความเชื่อว่า เผ่าพันธุ์ ของมนุษย์นั้น มีบรรพบุรุษมาจากสัตว์จำพวกลิง อ้างความสัมพันธ์ทางสัณฐานวิทยาบ้าง พฤติกรรมบ้าง ถ้าความเชื่อนี้เป็นจริง ระดับมันสมองของมนุษย์ ต้องด้อยความสามารถ กว่าปัจจุบันนี้มากเลยทีเดียว เพราะการพัฒนารูปร่างนั้น รวดเร็วกว่าการพัฒนาด้านสมอง มากนัก ถ้าจะกล่าวว่า ในธรรมชาติที่เป็นจริงมนุษย์นั้น พัฒนามาจากบรรพบุรุษของ มนุษย์เอง ไม่ได้มาจากลิงน่าจะถูกต้องมากกว่า เพราะมนุษย์มีวิวัฒนาการด้านพฤติกรรม ไม่เหมือนลิง และสัตว์อื่นๆ ทั้งหมด แตกต่างตรงที่มนุษย์ปรับสภาพแวดล้อมเข้าหาตนเอง ซึ่งตรงกันข้ามกับลิง และสัตว์อื่นๆ ลิงมีความสามารถปรับพัฒนาการรูปร่างคล้ายกับคน แต่ด้อยกว่า จะได้แค่เป็นลิง ในอนาคตก็เป็นได้แค่ลิง อย่างนี้วิทยาศาสตร์ของชาวโลก ก็ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงมากทีเดียว กล่าวไว้เป็นตัวอย่างหนึ่งว่า วิทยาศาสตร์ของ ชาวโลก ก็ยังเป็นความงมงาย หรือความเชื่อ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง การค้นพบ ทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลายที่เอื้อให้มีความสะดวก ความสุขแบบมนุษย์ และความสบายนั้น โดยแท้จริงเป็นเพียงการคิดค้นสร้างให้เกิดการทำลายธรรมชาติทั้งสิ้นไป
มหันตภัยล้างโลกเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายไม่นานเท่าที่มนุษย์ได้ประมาณไว้ว่า เกิดในยุค ที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ประมาณหลายสิบล้านปีก่อน แต่ในระยะเวลาที่เห็นจริง ตามการบ่งบอกของอณูธาตุในสรรพสิ่งนั้น รู้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อ ๑๘๐,๐๐๐ ปี ที่ผ่านมา เท่านั้น โดยการเกิดสภาวะยุคน้ำแข็ง จากการเกิดสภาวะยุคน้ำแข็งครั้งนั้น เกิดอยู่ นาน ๑,๐๘๐ ปี มีมนุษย์หลงเหลืออยู่ ที่เป็นบรรพบุรุษของชาวโลกปัจจุบันเพียง สองร้อยกว่าคน กระจายไปทั่วโลก มนุษย์ทั้งหมดนี้รอดตายและใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำ ขยายเผ่าพันธุ์ภายในถ้ำ จนโลกอบอุ่นขึ้น จึงออกมาใช้ชีวิตปกติ มีอาหารหลักคือ ปลา เพราะสภาวะยุคน้ำแข็ง ในครั้งนั้น น้ำแข็งเกิดเฉพาะด้านบน แต่ใต้ท้องทะเลน้ำไม่แข็ง ปลาจึงรอดชีวิตมากมาย หลายชนิด มนุษย์และสัตว์ก็อาศัยความร้อนใต้พิภพ เพื่อการอยู่รอด เห็นไหมว่า เวลานั้น ความร้อนใต้พิภพมีประโยชน์ เพราะไม่ได้ถูกทำลายความสมดุลไป ซึ่งต่างจากปัจจุบัน สรรพชีวิตกำลังได้รับอันตรายจากการที่มนุษย์ทำลายความสมดุลใต้พิภพ ด้วยการระเบิดหิน ขุดเจาะน้ำมัน เป็นต้น การเกิดสภาวะยุคน้ำแข็งนั้น มีสาเหตุจาก โลกเสียสมดุลของสนามแม่เหล็ก จึงมีการโคจรผิดปกติไปจากเดิม โดยโคจรเป็นวงรีมาก จนห่างจากดวงอาทิตย์มากเกินไป ความร้อนจากแสงอาทิตย์สาดไปไม่ถึงพื้นโลกเลย จึงเกิดความเย็นอย่างเฉียบพลัน ระยะเวลาเพียง ๓ ชั่วโมงมนุษย์ ทุกสิ่งบนพื้นโลกนี้ ก็แข็งไปทั้งหมดแล้ว กลายเป็นยุคน้ำแข็ง ส่วนในมหันตภัยของโลกในครั้งที่เป็นปัจจุบันนี้ มีสาเหตุแตกต่างจากครั้งที่แล้ว สัญญาณธาตุรู้บอกข้าว่า สาเหตุหลักมาจากสนามแม่เหล็ก และชั้นบรรยากาศของโลกขาดเป็นช่อง เป็นรู ส่งผลถึงการโคจรของดวงจันทร์ และดาวข้างเคียง พร้อมทั้งพื้นโลกร้อนกว่าเดิมมากนัก ทำให้น้ำเคลื่อนที่อย่างไม่สมดุล ที่เก็บกักน้ำของโลกเสียสภาพไป เช่นพื้นที่สูงเก็บน้ำในรูปหิมะ ในทะเลแถบขั้วโลก เก็บในรูปภูเขาน้ำแข็ง ใต้ดินเก็บเป็นน้ำใต้ดิน (แต่มนุษย์เอาขึ้นมาใช้มาก เกินกำหนดแล้ว) เก็บในรูปน้ำมันดิบ ส่วนบนพื้นผิวโลกเก็บน้ำในต้นพืช และส่วนต่างๆ ของพืช รวมทั้งผิวดินใต้ร่มเงา นอกจากการสูญเสียการเก็บกักน้ำตามธรรมชาติแล้ว มนุษย์ยังทำให้โลกสั่นสะเทือน ทั้งพื้นล่างและเบื้องบน การทดลองนิวเคลียร์ การยิงจรวด ขีปนาวุธ การปล่อยยานอวกาศล้วนเป็นการทำลายกำแพงกั้นชั้นบรรยากาศทั้งนั้น และยังทำลายความสมดุลสนามแม่เหล็กโลกอย่างหนักหน่วงเลยทีเดียว และถ้ามีสงครามนิวเคลียร์เกิดขึ้น ก็จะเกิดมหันตภัยด้วยเลยทันที โดยไม่ต้องรอคอย เพราะความสมดุลปัจจุบันเข้าสู่ขั้นวิกฤติ แล้วตั้งแต่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐ (มนุษย์เอ๋ยสังวรไว้ให้ดีๆ) เห็นไหมว่าวิทยาศาสตร์ของพวกเจ้านั้น ทำลายธรรมชาติ แต่เพียงฝ่ายเดียว และที่มอมเมากันว่า รักษาธรรมชาตินั้น เป็นเพียงอย่างดีก็เพียงลด การทำลาย ให้น้อยลงได้นิดหน่อยเท่านั้น (ไม่ทำจะมีชีวิตของเผ่าพันธุ์มนุษย์ยืดยาวกว่า) ตอนนี้ถ้าติดตามข่าวของมนุษย์เองจะเห็นว่า น้ำสร้างความเสียหายขึ้นแล้ว ในทุกมุม ของโลก จึงชัดเจนว่า โลกจะสูญเสียพื้นดินที่จะกลายเป็นพื้นน้ำประมาณว่า อย่างน้อย ครึ่งหนึ่ง (ถ้าโชคดี หรือโชคร้ายกว่านี้ ก็ขึ้นกับการสร้างสนามพลังงานแห่งมวลมนุษยชาติ ของมนุษย์เอง) และมีสาเหตุหลักร่วมอีกอย่างหนึ่งคือ เชื้อโรคร้าย สายพันธุ์ใหม่ ทั้งเชื้อไวรัส และแบคทีเรียที่มียุงเป็นพาหะ กาฬโรคชนิดใหม่ รุนแรงกว่าเดิม มีหนู เป็นพาหะนำโรคจะเอาชีวิตมนุษย์ไปอีกมากโข แล้วจะเหลือมนุษย์เข้าสู่ยุคพลังงานใหม่ กี่คน (รอดตายจากมหันตภัย) คำถามนี้ มนุษย์ และพฤติกรรมของตน (มนุษย์เอง) เป็นผู้กำหนดคำตอบนี้ สรุปได้ว่ามหันตภัยล้างโลกในครั้งนี้คือ น้ำท่วมโลกนั่นเอง สงสาร มนุษย์ตัวน้อยๆ ที่โชคร้าย ข้าอยากให้มันเหล่านั้นโชคดี มนุษย์ผู้มีโพธิจิตมั่นทั้งหลาย จงร่วมกันอวยพรให้เด็กๆ บนพื้นโลกนี้ทั้งหมด จงโชคดี ด้วยการภาวนารักษาศีล เผยแพร่ความจริงในจิตมนุษย์ร่วมกัน เพื่อการสร้างสนามพลังงานแห่งมวลมนุษยชาติ ให้สำเร็จให้จงได้ เหตุการณ์ทั้งหมดที่กล่าวไว้เป็นปัจจุบัน และอนาคตนี้ จะได้ไม่เป็นจริง จงรับรู้ข้อเท็จจริงของธรรมชาติ จงตื่นขึ้นหลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์สมบัติ แล้วจงไปกับข้า ธาตุรู้ที่อยู่ทุกอณูในสรรพสิ่ง |