ข่าววิกฤติการณ์ของโลก
Thai | Eng
เมนูหลัก
 
การเตรียมตัวรับคลื่นความร้อนและพายุห่าฝนยักษ์ ในแผ่นดินไทย และทั่วโลก ในเดือนกันยายน-ตุลาคม ๒๕๕๐
 

 
โดย Dr.G.G.Junior
http://www.universal-signal.com
 
 

มนุษย์ในประเทศไทย ตื่นตัวและเริ่มรับรู้ว่า มีการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ และแผ่นเปลือกโลก ที่เพิ่มความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนในทุกขณะ การเกิดแผ่นดินไหว ทุกวัน มีพายุลมแรงบ่อยครั้ง รอบด้านของขอบประเทศ การมีพายุฝน แผ่นดินไหว คลื่นลมแรง สึนามิ โดยเฉพาะการเกิดพายุงวงช้าง ที่พึ่งเริ่มมีหลายครั้งในเขตทวีปเอเชีย และที่มนุษย์กำลังสัมผัสได้ดี ในขณะนี้ก็คือ คลื่นความร้อนจากใต้พิภพที่ผุดขึ้น ในทุกมุม ของโลกใบนี้ จนถึงในขณะนี้ก็สังเกตได้ว่า ภัยทั้งหลายเหล่านี้ ได้เคลื่อนตัวเข้าใกล้แผ่นดิน ขวานทองของไทยเข้ามาทุกขณะ มนุษย์มีความหลากหลายในวิธีการคิด สรุปเหตุผลจาก สภาวะโลกร้อน แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์สมควรหันกลับมาคิดบนฐานของข้อเท็จจริง ในรอบด้าน เพราะทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานข้อเท็จจริง ด้านหนึ่งส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังคง มีมิติ และด้านต่างๆ อีกมากมายให้มนุษย์ได้รับรู้ข้อเท็จจริง ทำไมมนุษย์คิดด้านเดียว ก็เพราะมนุษย์ยึดอาชีพอย่างเดียวที่ถนัดที่สุด ความรู้อย่างอื่นๆ จึงด้อยลง มนุษย์ปัจจุบัน ไม่นิยมเรียนรู้ทุกด้านและทุกมิติไปด้วยกัน เนื่องด้วยมนุษย์เอง มีความพิการทางการรับรู้ ซึ่งหลงเหลือความสามารถรับรู้ได้เพียงทางอายตนะเท่านั้น (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) อายตนะที่รับรู้ได้นี้ ก็เพียงรับสิ่งที่กระตุ้นความอยากในวัตถุเท่านั้น และเพื่อเพียงการมี ชีวิตรอด เท่านั้น เช่นกัน จะเห็นได้ว่า มนุษย์ใช้กลอุบายแย่งชิงความเหนือกันในฐานะ ทางสังคมเป็นหลัก มนุษย์ขาดการรับรู้ทางสัญชาตญาณ ในขณะที่สัตว์และสรรพชีวิตอื่นๆ มีอย่างครบถ้วน การเตรียมตัวของหมู่สัตว์ทั้งหลายจึงมีก่อนมนุษย์ และมนุษย์ยังหลงใน ลาภ ยศ สรรเสริญ เพิ่มเติมอีก ก็ยิ่งให้ไม่สามารถรับรู้ด้าน และมิติอื่นๆ ได้เลย ในทาง ตรงกันข้าม ในความไม่รับรู้ของมนุษย์ ยังก่อให้เกิดการทำลายล้างสมดุลแห่งธรรมชาติ อย่างร้ายกาจเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น สภาวะโลกร้อนนั้น มีสาเหตุจากสิ่งใด เป็นหลักกันแน่ มนุษย์บอกว่าการเผาผลาญน้ำมันทำให้เกิดความร้อนบนผิวโลก แต่สัตว์ ไม่แสดงการ ตอบรับเช่นนั้น แต่แสดงให้รู้ได้ว่า ความร้อนจากใต้ผิวโลกนั้น มีผลต่อความร้อนบนผิวโลก อย่างรุนแรงที่สุด สัตว์ใต้ท้องทะเลลึก และสัตว์ใต้ผิวดิน แสวงหาที่อยู่ใหม่ที่มีความร้อน น้อยกว่าที่อยู่เดิม สรุปได้ว่าสัตว์นั้น มีการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนกว่ามนุษย์ โดยเอาตัวเองเป็นอุปกรณ์ทดลองในสภาพจริง ถ้าคิดพิจารณาบนข้อเท็จจริงแล้ว จะเห็นว่า น้ำมันนั้นคือ รูปแบบของพลังงานที่ธรรมชาติจัดเก็บไว้ ไม่ให้เกิดความร้อนต่อโลกคือ อยู่ในสถานะน้ำ และยังทำหน้าที่เป็นฉนวนกั้นความร้อน ระหว่างชั้นหินร้อนใต้พื้นโลก กับบนผิว และชั้นบรรยากาศของโลก การแก้ไขปัญหา คือ หยุดขุดเจาะน้ำมัน เลิกใช้ เครื่องจักรหนักขุดเจาะให้เกิดรอยแตกของชั้นหินที่กั้นความร้อนใต้ผิวโลกทันที ลดจำนวน การเกิดของมนุษย์ เข้าสู่สภาวะไร้เศรษฐกิจ ฟื้นฟูสภาวะจิตมนุษย์ลดความโลภ โกรธ หลง ล้างอบายทั้งหลาย สนับสนุนให้มนุษย์อยู่ในหลักศาสนา หยุดการใช้ศาสนาเพื่อการ รวมกลุ่มมนุษย์ เพื่อทำสงครามทุกรูปแบบ ยกเลิกการใช้ปรมาณู และอาวุธทั้งปวง ส่งเสริมการติดอาวุธทางจิต คือ โพธิจิต ด้วยการมีเมตตาและอภัย นำพาให้มนุษย์รู้ว่า ทุกคนสามารถติดต่อความรู้ในทุกอณูในสรรพสิ่งได้ด้วยตัวเอง (แมลงตัวเล็กๆ ของข้ามันยังทำได้เลย มีมันสมองนิดเดียว) สัญญาณธาตุรู้บอกข้าว่า ข้อความข้างบน มนุษย์ไม่เข้าใจ เพราะมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้มี อวิชชา ตัณหา อุปาทาน อันหนักหน่วง ด้วยกันทั้งสิ้น เหตุผลก็คือ ความสมดุลของสนามแม่เหล็กโลกคือ ดัชนีชี้วัดสิ่งเหล่านี้ ด้วยสถานการณ์อย่างนี้ ธรรมชาติจึงส่งสัญญาณมาเมตตามนุษย์ให้มากๆ และบ่อย เพื่อว่าอาจจะมีมนุษย์เห็นความจริงรอบด้าน และทุกมิติเพิ่มขึ้นบ้าง แค่เพียงคนเดียว ก็ยังดีกว่าไม่มีเอาเสียเลย มีนักวิทยาศาสตร์ในดินแดนอาทิตย์อุทัย ทดลองดูโมเลกุล ของน้ำ พบว่าน้ำที่อยู่ในเมืองมีรูปร่างโมเลกุลบิดเบี้ยว น้ำในธรรมชาติบนขุนเขามีโมเลกุล เป็นระเบียบ น้ำในสถานที่ที่คนบ่นด่าแช่งกันมีโมเลกุลอัปลักษณ์ น้ำในสถานที่สวดมนต์ ภาวนา มีโมเลกุลเป็นระเบียบสวยมากมีประกายสว่างใส น้ำมีอยู่ทุกหนแห่ง แม้แต่ ร่ายกายมนุษย์ก็มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก จากการทดลองจะเห็นว่า มิติพลังงานที่แสดง ให้มนุษย์รู้ โดยน้ำเป็นสิ่งเชื่อมโยงความรู้ของทุกอณูเข้าด้วยกัน ส่งผ่านความรู้ให้แก่กันได้ นับประสาอะไรกับแมลงตัวเล็กๆ ของข้า เชื้อโรค หรือสัตว์เซลล์เดียว ก็ย่อมถ่ายทอด และรับความรับความรู้ได้จากโมเลกุลของน้ำได้ด้วยกันทั้งนั้น ณ เวลานี้มนุษย์นั้น อาจจะเป็นสัตว์ชนิดที่ดุร้ายที่สุด และโง่ที่สุดในจักรวาล เพราะมันทำร้ายทั้งมนุษย์ และสัตว์ด้วยกัน และยังทำลายทุกสรรพสิ่ง พร้อมกับโลกและจักรวาลแห่งนี้อย่างไม่รู้ตัว สรุปบทสุดท้ายจึงจะขอยกตัวอย่างการเตรียมตัวรักษาสภาพสมดุลในบ้านเมืองนี้ เป็นตัวอย่าง เผื่อสัตว์ประเสริฐที่เรียกว่า มนุษย์ จะสำนึกได้บ้างสักหนึ่งคนก็ยังดี

๑. การสวดมนต์ภาวนา เพื่อการสร้างสนามพลังแห่งธรรมชาติ (มีอธิบายไว้แล้ว) ช่วยรักษาสมดุลของโลกนี้ได้ เหตุผลก็คือ โลกประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ลม และไฟ ถ้าธาตุน้ำสามารถสื่อความรู้ได้ ธาตุทั้งหมดทั้ง ๔ ธาตุก็สามารถเช่นกัน สรุปมนุษย์ และสัตว์สื่อสารได้ พืชและสรรพสิ่งรวมทั้ง ๔ ธาตุ สามารถรับรู้ความรู้บนข้อเท็จจริงได้ แต่ถ่ายทอดโดยตรงไม่ได้ เพราะมนุษย์รับได้แต่ของหยาบ ที่เป็นรูปเท่านั้น ไม่สามารถ รับความรู้ที่เป็นนามได้ (แต่ในอดีตสามารถรับได้ดีที่สุด) ไม่ว่าชาติ ศาสนาใด ก็สวดมนต์ ได้ทั้งนั้น ทุกวันทุกเวลา

๒. หลักสำคัญทางศาสนา และโบราณสถาน เป็นสัญลักษณ์ให้บุคคลรุ่นหลังสืบค้นความจริง และยังเป็นแหล่งรวมพลังงานอีกด้วย เมื่อมนุษย์สวดมนต์บูชาในที่เหล่านี้ จะเป็นการรวมพลังงานที่ดี ช่วยให้โลกสมดุลขึ้นได้ (ถ้าหาเหตุผลไม่ได้ : มนุษย์สวดมนต์บูชาก็หยุดตัวเองเบียดเบียนผู้อื่นแล้วขณะนั้น น้ำ ในบริเวณนั้น ก็มีโมเลกุลเป็นระเบียบ ช่วยให้อณูน้ำของโลกเป็นระเบียบ โลกก็สมดุลขึ้น) มนุษย์ทั้งหลาย สมควรบูรณะซ่อมแซม ยก หรือกั้นให้พ้นจากน้ำท่วม ในเดือนกันยายน ถึงตุลาคมนี้ มีรายนามโบราณสถานที่มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุทั้งประเทศ ที่สมควรดูแลซ่อมแซมให้แข็งแรงโดยเร็ว ดังนี้

  จังหวัด ชื่อวัด
1. กรุงเทพ
  • พระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระแก้ว(วัดพระศรีรัตนศาสดาราม)
  • วัดมหาธาตุ ภายในมณฑปมีพระเจดีย์ทอง บรรจุพระบรมธาตุ
  • วัดสระเกศ บนภูเขาทอง
  • 2. อยุธยา
  • วัดพุทไธสวรรค์
  • เจดีย์ศรีสุริโยทัย
  • วัดมเหยงค์ ( เจดีย์เก่าด้านหน้า)
  • 3. อ่างทอง
  • วัดป่าโมก(พระนอน)
  • 4. กาญจนบุรี
  • วัดวังวิเวการาม
  • วัดสันติคีรีศรีบรมธาตุ
  • 5. สมุทรปราการ
  • พระสมุทรเจดีย์
  • 6. ปราจีนบุรี
  • วัดป่าพระธาตุโพธิ์ทอง อ.ศรีมหาโพธิ์ (เจดีย์พระธาตุร้างในป่าทุ่งหญ้า)
  •   7. นครปฐม
  • วัดพระประโทน
  • 8. เพชรบุรี
  • วัดเพชรพลี
  • 9. นครศรีธรรมราช
  • วัดพระมหาธาตุ
  • 10. สุราษฎร์ธานี
  • วัดพระบรมธาตุไชยา
  • พระบรมธาตุเกาะสมุย
  • 11. ชุมพร
  • พระเจดีย์วัดสวี
  • 12. สงขลา
  • วัดจะทิ้งพระ
  • 13. เชียงใหม่
  • วัดพระธาตุดอยสุเทพ
  • วัดสวนดอก
  • วัดพระธาตุแสนไห
  • 14. เชียงราย
  • วัดพระธาตุจอมกิตติ
  • พระธาตุดอยเวา
  • พระธาตุดอยตุง
  • 15. แม่ฮ่องสอน
  • วัดจองคำ
  • 16. ลำปาง
  • พระธาตุอักโขชัยคีรี
  • 17. พะเยา
  • วัดอนาลโย
  • วัดพระธาตุจอมทอง
  • 18. น่าน
  • วัดพระธาตุแช่แห้ง
  • 19. แพร่
  • วัดพระธาตุช่อแฮ
  • 20. ตาก
  • พระธาตุดอยดินถี่
  • 21. กำแพงเพชร
  • วัดพระบรมธาตุ
  • 22. พิษณุโลก
  • วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
  • 23. สุโขทัย
  • วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ศรีสัชนาลัย
  • เจดีย์วัดช้างล้อม
  • 24. อุตรดิตถ์
  • วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง
  • 25. เพชรบูรณ์
  • พระบรมธาตุเขาค้อ
  • 26. หนองคาย
  • วัดพระธาตุบังพวน
  • 27. สกลนคร
  • พระธาตุภูเพ็ก
  • 28. นครพนม
  • วัดพระธาตุพนม
  • 29. ขอนแก่น
  • กู่ อยู่ระหว่างบ้านเหล่า บ้านโพนทอง บ้านดอนช้าง บ้านหัวบึง บ้านหว้า
  • ๓) สถาบันพระมหากษัตริย์ นำพาผืนแผ่นดินนี้มีความอุดมสมบูรณ์ ประชาราษฎร พ้นทุกข์ภัยได้สิ้น ก็ด้วยภูมิพลังแห่งพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศ์สานุวงศ์ทั้งหลาย และยังเป็นหลักชัยของแผ่นดินด้วย ทำไมเป็นเช่นนั้น ด้วยความมุ่งมั่นในพระราชประสงค์ อันที่จะให้ประชาชนทุกคนบนแผ่นดินนั้น เป็นสุขถ้วนหน้ากัน พ้นทุกข์ภัยทั่งปวง ไม่ถือเอา เป็นอารมณ์ ทรงอภัยให้กับมนุษย์และสรรพชีวิต ไม่เฉพาะบนแผ่นดินนี้เท่านั้น แต่แผ่ ไพศาลไกลไม่ถือขอบเขตประเทศเป็นใหญ่ ทรงถือพระเมตตา และอภัย เป็นอาวุธที่สำคัญ ในการนำพามนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ก้าวล่วงสู่ โพธิจิต บนข้อเท็จจริงแห่งธรรมชาติ พลังทิพย์ทั้งหลายยังต้องก้มเศียรให้ และร่วมอนุโมทนากับแผ่นดินนี้ อย่างหนาแน่น อยู่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามสภาวะที่มนุษย์เห็นอยู่ตรงหน้านั้น เป็นกรรม หรือวิบาก ที่สร้างขึ้นกันเองทั้งนั้น ด้วยหลงในอำนาจ วาสนา บารมี ที่เป็นมายาที่มาจากอวิชชา ตัณหา อุปทานด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ดังนั้นสมควรแก่การบูชาสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้ยิ่งๆ สืบไป

    ๔) การเตรียมตัวรับสถานการณ์ สำหรับความเป็นมนุษย์แล้ว สมควรเตรียมการรับ สภาวะน้ำท่วมขังในแผ่นดิน พายุลมฝนที่รุนแรงกว่าปกติ เช่น ซ่อมแซมที่อยู่ให้แน่นหนา เตรียมยก หรือกั้นให้สูงพ้นน้ำ สะสมอาหารแห้งให้พอ อย่างน้อย ๑-๔ สัปดาห์ โดยเฉพาะ น้ำดื่มที่สะอาด ยารักษาโรคพื้นฐาน หรือโรคที่เป็นอยู่ให้พอ พลังงานทุกรูปแบบ เช่น ก๊าซหุงต้ม ถ่านไฟฉาย เป็นต้น ป้องกันภัยสัตว์ที่มากับน้ำ สายไฟ และปลั๊กไฟที่น้ำท่วมถึง ภัยจากมนุษย์ด้วยกัน เป็นต้น รายละเอียดอื่น สามารถหาอ่านได้ทั่วไป

    ๕) จงรีบฝึกการรับรู้ ข้อเท็จจริงของธรรมชาติ จงตื่นขึ้นหลุดพ้นจากความเป็น มนุษย์สมบัติ แล้วจงไปกับข้าธาตุรู้ที่อยู่ทุกอณูในสรรพสิ่ง มนุษย์แบ่งตามการรับรู้ : (๑) ยังไม่รับรู้ใดๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสมดุลของโลกและจักรวาล, (๒) รับรู้แล้ว ไม่เห็นว่า สำคัญต่อตนเพราะมากด้วยอวิชชา ตัณหา อุปทาน ที่ขับแรงทะยานความอยากของตน อย่างเมามัน, (๓) รับรู้เข้าใจได้ และคิดเพียงการเอาชีวิตตน กับญาติมิตรให้รอดตาย เพียงเท่านั้น, (๔) รับรู้เข้าใจได้ด้วยสมอง ใจ และจิตโดยมีโพธิจิตคิดช่วยลดวิบากของโลก และจักรวาลร่วมกันกับผู้อื่น, (๕) รับรู้เข้าใจได้แล้ว อย่างลึกซึ้งในดวงจิต ทั้งพลังงานหยาบ และพลังงานละเอียด โดยไม่ยึดติดในอัตตา และทิฐิทั้งหลายย่อมเสียสละทุกอย่าง ในทรัพย์ มนุษย์สมบัติ ที่พึ่งมีให้ได้ พร้อมจิตที่มีโพธิจิตเต็มเปี่ยม เพื่อช่วยลดวิบากของโลก และจักรวาลอย่างต่อเนื่อง เต็มกำลัง โดยไม่ประสงค์ในลาภ ยศ สรรเสริญแบบมนุษย์ แต่ได้รับอนุโมทนาจากเหล่าเทวดาทั้งหลายยิ่งนัก
    สรุป ผู้ที่มีโอกาสอยู่รอดชีวิตได้มากที่สุด เริ่มจาก ๕ ไป ๔ ไป ๓ และไป ๒ กับ ๑ พอๆ กัน เหตุผลก็คือ วิบากที่เผชิญอยู่นั้น เป็นของใครของมัน ในทุกคน ใครจะเป็นผู้ถอดถอน วิบากตรงหน้าของตนได้ก่อนกันนั่นเอง เพื่อการหลุดพ้นวงวัฏฏะ และนำตนเข้าเส้นทาง สว่างแห่งแกนดวงจิตของตนโดยแท้

     
         
     

     
     
       
     
    ทางเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆ ขอให้มนุษย์ทุกคนจงเร่งบอกกล่าวถ่ายทอดสารนี้ต่อๆ กันไป เพื่อให้ทุกคนสามารถสร้างความพร้อมในการเตรียมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า